fbpx

สธ. คาดผู้ป่วยหนัก-เสียชีวิต จากโควิด-19 มีแนวโน้มลดลง ห่วงปรากฏการณ์ Rebound รับยาต้านไวรัส อาจเสี่ยงดื้อยา

Share Post:

Share on facebook
Share on linkedin
Share on twitter
Share on pinterest
Share on email

สธ. คาดผู้ป่วยหนัก-เสียชีวิต จากโควิด-19 มีแนวโน้มลดลง ห่วงปรากฏการณ์ Rebound รับยาต้านไวรัส อาจเสี่ยงดื้อยา

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เผยว่า สถานการณ์โรคโควิด-19 ของประเทศไทยเป็นไปตามคาดการณ์ – จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่เริ่มคงตัว ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ระบบสาธารณสุขรองรับได้ โดยผู้ป่วยอาการหนัก ที่จะเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และเสียชีวิตคงตัวและเริ่มมีแนวโน้มค่อย ๆ ลดลงใน 2 – 3 สัปดาห์

ฉีดเข็มกระตุ้นลดป่วยหนัก-เสียชีวิตได้

ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีโรคประจำตัวเรื้อรัง และไม่ได้รับวัคซีนป้องกันเชื้อโควิด-19 เข็มกระตุ้น ซึ่งขณะนี้มีการระบาดของสายพันธุ์ BA.4 และ BA.5 ซึ่งค่อนข้างดื้อต่อวัคซีน การฉีดเข็มกระตุ้นจะเป็นปัจจัยสำคัญช่วยลดการป่วยอาการหนักและเสียชีวิตได้ หากได้รับวัคซีนครั้งล่าสุดนานกว่า 3 – 4 เดือนขึ้นไป สามารถไปฉีดเข็มกระตุ้นได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน ศูนย์บริการสาธารณสุข ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ

ยึดมาตรการ 2U เพื่อป้องกันการรับเชื้อ

เนื่องจากช่วงเดือนที่ผ่านมามีวันหยุดยาวหลายวัน มีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก ประชาชนจึงควรติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และควรปฏิบัติตามมาตรการ 2U อย่างเคร่งครัด ได้แก่:

  • Universal Prevention: ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่าง
  • Universal Vaccination: ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อลดความเสี่ยงการเสียชีวิต 

การใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ในกลุ่มผู้ป่วยที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี

นพ.โอภาส กล่าวว่า การใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปหรือภูมิคุ้มกันออกฤทธิ์ชนิดยาว (Long Acting Antibody: LAAB) เหมาะกับประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี โดย 1 กล่องมีภูมิคุ้มกัน 2 ชนิด บรรจุ 2 ขวด ฉีดพร้อมกันครั้งเดียวบริเวณสะโพก ฉีดแล้วมีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคโดยตรง อยู่ได้นาน 6 เดือน มีข้อบ่งใช้ คือ ใช้ป้องกันล่วงหน้าก่อนรับเชื้อสำหรับคนที่ร่างกายตอบสนองภูมิคุ้มกันไม่ดี หรือแพทย์ที่ดูแลคนไข้มองว่าควรรับ LAAB ถือเป็นเปิดกว้างให้เข้าถึงมากที่สุด 

เบื้องต้นมีการใช้ LAAB ในเด็กที่มี 12 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มีการฟอกเลือด ล้างไตหน้าท้อง และปลูกถ่ายไต เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีการเสียชีวิตสูง รวมถึงคนปลูกถ่ายอวัยวะและรับยากดภูมิคุ้มกัน การบริหารจัดการ การคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายขึ้นกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กรุงเทพมหานคร เบื้องต้นสัปดาห์นี้จะกระจายครบ 7 พันโดสไปทุกจังหวัด และจะเข้ามาจนครบ 2.5 แสนโดสต่อไป

นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ไม่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสทุกราย ซึ่งคนทั่วไปที่แข็งแรง ฉีดวัคซีนครบถ้วน ส่วนใหญ่จะอาการน้อยก็ไม่จำเป็นต้องรับยาต้านไวรัส ซึ่งการจ่ายยาขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ ทั้งนี้ ยาต้านไวรัสเป็นสารเคมีชนิดหนึ่ง มีทั้งข้อดีข้อเสีย หากรับยาอย่างไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม อาจเกิดผลข้างเคียงหรือการดื้อยาได้ ซึ่งขณะนี้เจอปรากฏการณ์ใหม่ คือการรีบาวนด์ (Rebound) เช่น กรณีของ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับยาต้านไวรัสแต่กลับมาพบเชื้อใหม่ สมมติฐานคืออาจเกิดจากรับยาต้านไวรัสเข้าไป และยาไม่สามารถกำจัดเชื้อในร่างกายให้หมดไป พอหยุดยาเชื้อที่ซ่อนอยู่ก็กลับมาแบ่งตัวขึ้นใหม่ อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าว ยังเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าติดตามรายละเอียดต่อไป

อ้างอิง: กระทรวงสาธารณสุข (ข้อมูล ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2565)