fbpx

กรมวิทย์ เผย ตรวจพบเดลตาครอน รายแรกของไทย โอมิครอน BA.2.75 และลูกหลาน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เน้นย้ำ ยังไม่พบสัญญาณความรุนแรงของเชื้อที่กลายพันธุ์

Share Post:

กรมวิทย์ เผย ตรวจพบเดลตาครอน รายแรกของไทย โอมิครอน BA.2.75 และลูกหลาน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เน้นย้ำ ยังไม่พบสัญญาณความรุนแรงของเชื้อที่กลายพันธุ์

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ข้อมูลว่า จากผลการตรวจเฝ้าระวังแบบ SNP/Deletion ด้วยวิธี RT-PCR เพื่อติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดภายในประเทศ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (19 – 25 พฤศจิกายน 2565) จำนวน 299 ราย พบว่า ในภาพรวม สัดส่วนของสายพันธุ์ BA.2.75 เพิ่มขึ้นเป็น 63.3% จากสัปดาห์ก่อนที่มีสัดส่วน 42.9% และเมื่อแยกตามกลุ่ม พบว่า ส่วนใหญ่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ติดเชื้อในประเทศ จาก 23.2% เป็น 43.9% และล่าสุดเป็น 58.8% 

โอมิครอนสายพันธุ์ใหม่ อาจทดแทนสายพันธุ์เดิมที่กระจายในพื้นที่

จากการถอดรหัสพันธุกรรมแบบทั้งตัว (Whole Genome Sequencing) ของตัวอย่างในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน พบสายพันธุ์ BA.2.75 และลูกหลานของ BA.2.75 เช่น BA.2.75.2, BA.2.75.5.1 (BN.1), BA.2.75.1.2 (BL.2) มากกว่า 468 ราย โดยพบว่า BN.1 และลูกหลาน มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่าสัปดาห์ก่อน ถึง 4 เท่าตัว การเพิ่มจำนวนที่รวดเร็วของเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์กลายพันธุ์มีความเป็นไปได้ของการเพิ่มจำนวนการติดเชื้อจนกระทั่งทดแทนสายพันธุ์เดิมที่กระจายอยู่ในพื้นที่

ตรวจพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ เดลตาครอน ในประเทศ ผู้ป่วยได้รับการรักษาแล้ว

มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อ โควิด-19 สายพันธุ์ XBB.1 จำนวน 4 ราย สายพันธุ์ BQ.1 จำนวน 7 ราย และมีการตรวจพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์ XBC หรือ เดลตาครอน ในประเทศไทยแล้ว จำนวน 1 ราย ปัจจุบัน ผู้ป่วยได้รับการรักษาและหายเป็นปกติแล้ว ทั้งนี้ สายพันธุ์ XBC เป็นสายพันธุ์ลูกผสมของเดลตาและโอมิครอน BA.2 โดยข้อมูล ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2565 รายงานพบสายพันธุ์ XBC จากหลายประเทศบนฐานข้อมูลสากล GISAID จำนวน 153 ราย อย่างไรก็ตาม “ยังไม่พบสัญญาณความรุนแรงของเชื้อที่กลายพันธุ์ แต่อาจจะทำให้มีการแพร่และติดเชื้อง่ายขึ้น”

สถานการณ์ปัจจุบันของการระบาด โควิด-19 ทั่วโลก

  • BA.5 และสายพันธุ์ลูกหลาน ยังคงเป็นสายพันธุ์ที่พบมากทั่วโลก คิดเป็น 72.1%
  • BA.4 และสายพันธุ์ลูกหลาน ลดจากสัปดาห์ก่อนจาก 3.6% เป็น 3.0% 
  • BA.2 และสายพันธุ์ลูกหลาน คิดเป็น 9.2% เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน
  • BA.1 และสายพันธุ์ลูกหลาน พบน้อยกว่า 1%  
  • BQ.1 และสายพันธุ์ลูกหลาน พบเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน (จาก 19.1% พบเพิ่มเป็น 23.1%) 
  • XBB (สายพันธุ์ลูกผสมของ BA.2.10.1 และ BA.2.75) และสายพันธุ์ลูกหลาน พบเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน (จาก 2.0% พบเพิ่มเป็น 3.3%)   

มาตรการส่วนบุคคล รับวัคซีนเข็มกระตุ้น ยังเป็นสิ่งจำเป็น

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับเครือข่าย ยังคงเฝ้าระวังติดตามการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิด 19 และเผยแพร่ บนฐานข้อมูลสากล GISAID อย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามผลกระทบจากสายพันธุ์ย่อยของสายพันธุ์น่ากังวล ในช่วงเวลานี้ มาตรการส่วนบุคคลเพื่อป้องกันการรับเชื้อ-ลดการแพร่ระบาดของเชื้อ ได้แก่ การสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือแอลกอฮอล​์ ยังเป็นสิ่งจำเป็น รวมถึงการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น สามารถลดความรุนแรงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่ม 608

อ้างอิง: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2565)