fbpx

การติดตั้ง ‘คาร์ซีท’ ไม่ใช่แค่กระแส แต่กำลังจะเป็นข้อบังคับทางกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยของเด็ก

ประเด็นว่าด้วยเรื่องของ การติดตั้งคาร์ซีท หรือ ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก เป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่ กลายเป็นประเด็นถกเถียงบนโลกออนไลน์ในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา แม้ว่าคาร์ซีทจะช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตของเด็กเล็ก หากประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้จริง แต่ก็ยังมีผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยให้ความเห็นว่า คาร์ซีทไม่จำเป็น และตนคุ้นชินกับการอุ้มลูกขณะเดินทางมากกว่า

จากประเด็นดังกล่าว โรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จะมาแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จากเวทีสาธารณะ ถกประเด็น ‘คาร์ซีท คาใจ เลือกแบบไหนเพิ่มความปลอดภัยให้ลูก’ ซึ่งถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 65 นี้ มาอธิบายให้ทุกคนได้ทราบกัน

การติดตั้งคาร์ซีท ‘ลดโอกาสเสียชีวิตจากอุบัติเหตุได้เป็นอย่างมาก’

กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2560 – 2564) มีเด็กอายุ 0 – 6 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 1,155 คน พบว่า 221 คน เสียชีวิตจากอุบัติเหตุขณะโดยสารรถยนต์ โดยเด็กไทยใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก มีเพียง 3.46% เท่านั้น 

องค์การอนามัยโลก รายงานว่า ที่นั่งนิรภัยในรถยนต์สำหรับเด็กสามารถลดความสูญเสียหรือลดการเสียชีวิตของเด็กเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางถนนได้มากถึง 70% จึงได้มีการผลักดันให้ทุกประเทศให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว พร้อมกันนี้ยังได้ประเมินประเทศไทยว่า มีการใช้ที่นั่งนิรภัยในเด็กน้อยมากในแต่ละปี ทำให้เสี่ยงที่จะมีเด็กที่โดยสารในรถยนต์เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเกือบ 1,000 ราย เกือบทั้งหมดไม่มีอุปกรณ์รัดตรึงขณะโดยสาร เมื่อเกิดเหตุเด็กจะกระเด็นกระแทกภายในรถยนต์ กระจก หรือกระเด็นออกนอกตัวรถ

ควรติดตั้งคาร์ซีทตั้งแต่วันนี้ “เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย”

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า การเดินทางปลอดภัยต้องใช้เข็มขัดนิรภัยและที่นั่งนิรภัย เมื่อเกิดการชนกระแทก ความเร็วของรถยนต์จะลดลงอย่างกะทันหันแต่ผู้โดยสารยังเคลื่อนที่ ทำให้ร่างกายกระแทกกับโครงสร้างภายในรถยนต์ หรือกระเด็นออกนอกรถ

ดังนั้นการใช้อุปกรณ์ยึดเหนี่ยวไม่ให้ร่างกายเคลื่อนที่หากรถยนต์ถูกลดความเร็วกะทันหัน จึงเป็นหลักการที่สำคัญในการสร้างความปลอดภัย เป็นเหตุให้ ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กในการโดยสารรถยนต์ เป็นนวัตกรรมที่ลดโอกาสการเสียชีวิตของเด็กจากการเดินทางด้วยรถยนต์ลงอย่างมาก โดยมีข้อแนะนำเพิ่มเติมได้แก่:

  • ที่นั่งนิรภัยต้องใช้ตั้งแต่ทารกแรกเกิด และเด็กอายุ 2 – 6 ปี ควรใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กเล็กที่มีที่ยึดเหนี่ยวในตัวนั่งหันหน้าไปด้านหน้า (Forward Facing Seat) มีสายรัดตัวเป็นแบบยึดเหนี่ยวร่างกายเด็กไว้ 5 จุด
  • การอุ้มเด็กนั่งตักในเบาะหน้าคือจุดที่อันตรายที่สุดในรถ
  • เด็กอายุน้อยกว่า 13 ปี ให้นั่งเบาะหลังเสมอ ลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ถึงสองเท่า
  • การใช้ระบบยึดเหนี่ยวในรถเป็นมาตรการลดการบาดเจ็บ และการเสียชีวิต จากการกระเด็นทะลุกระจก หรือลอยจากที่นั่งตามความเร็วรถชนกระแทกโครงสร้างภายในรถหลังอุบัติเหตุรถชนหรือคว่ำ ที่สำคัญ
  • เด็กอายุน้อยกว่า 9 ปี ต้องใช้ที่นั่งนิรภัยให้เหมาะสมตามวัย และต้องยึดเหนี่ยวให้ถูกวิธี ตามคําแนะนําของแต่ละผลิตภัณฑ์
  • เด็กจะสามารถใช้เข็มขัดนิรภัยได้อย่างเหมาะสมปลอดภัยเมื่อมีอายุ 9 ปีขึ้นไป หรือความสูงตั้งแต่ 135 เซนติเมตรขึ้นไปเท่านั้น มิฉะนั้น เข็มขัดนิรภัยอาจกลายเป็นตัวการทำอันตรายต่อเด็กอย่างรุนแรงได้

ยิ่งไปกว่านั้น นายคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า การเลือกซื้อที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กหรือคาร์ซีท ควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและใช้งานได้จริง เหมาะกับช่วงอายุและน้ำหนักของเด็ก ไม่แนะนำให้ซื้อสินค้ามือสองที่ไม่รู้ที่มาหรือเลือกซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ไม่เห็นหรือสัมผัสตัวสินค้า โดยคาร์ซีทตามมาตรฐาน ECE Regulation R44.04 มี 5 แบบ ได้แก่:

  • Rearward-facing วางที่เบาะ และติดตั้งให้เด็กหันหน้าเข้าหาเบาะรถ เหมาะกับเด็กน้ำหนัก 0 – 13 กิโลกรัม
  • Extended Rearward-facing คุณลักษณะเหมือนแบบ Rearward-facing แต่มีฐานสามารถปรับเข้า – ออกได้ เหมาะกับเด็กที่มีน้ำหนัก 9 – 12 กิโลกรัม
  • Forward-facing แบบ Convertible ติดตั้งโดยให้เด็กหันหน้าไปทางหน้ารถ ถอดสายรัดออกได้ หรือใช้เข็มขัดเดิมของรถมาใช้ได้ เหมาะกับเด็กน้ำหนัก 9 – 18 กิโลกรัม
  • High-back Booster แบบหันไปข้างหน้ารถ รูปร่างเหมือนเบาะปกติ แต่จะมีส่วนป้องกันศีรษะ คอและลำตัว ไม่มีเข็มขัดในตัว ให้ใช้เข็มขัดนิรภัยของรถในการคาด เหมาะกับเด็กน้ำหนัก 15 – 36 กิโลกรัม
  • Booster Cushion เป็นคาร์ซีทที่เหมือนหมอนรองนั่งเสริม เพื่อให้คาดเข็มขัดนิรภัยที่ติดมากับรถให้ปลอดภัยมากขึ้น เหมาะกับเด็กที่มีน้ำหนัก 22 – 36 กิโลกรัม 

ติดตั้งคาร์ซีท ให้เหมาะกับช่วงวัยและน้ำหนักของลูก

เลือกคาร์ซีทอย่างไร ให้เหมาะสมกับเด็ก 5 ช่วงวัย อ่านต่อได้ ที่นี่

กรณีศึกษา ว่าทำไม “ผู้ปกครองจึงควรติดตั้งคาร์ซีทให้ลูก”

นางเบญจกร ทุ่งสุกใส  คุณแม่ผู้เคยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เล่าว่า เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา ครอบครัวได้ไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.สระบุรี ในรถเดินทางด้วยกัน 3 คน มีตนเองเป็นคนขับ ส่วนพ่อและลูกสาวนั่งเบาะหลัง ซึ่งลูกสาววัย 3 ขวบนั่งอยู่บนคาร์ซีทสำหรับเด็ก และได้เกิดอุบัติเหตุเพราะไม่ชำนาญทางบวกกับถนนกำลังซ่อมแซม พอถึงทางโค้งหักศอก ตนเองตกใจเลยหักเลี้ยวกระทันหัน ทำให้รถไถลไปชนเสาไฟฟ้าข้างทาง

นางเบญจกร กล่าวว่า ตอนนั้นตกใจมาก เพราะเป็นการขับรถชนครั้งแรกในชีวิต สิ่งแรกที่นึกถึงคือลูกจะปลอดภัยมั้ย แต่พอหันไปเห็นลูกที่นั่งบนคาร์ซีทไม่เป็นอะไรเลยเพราะมีเข็มขัดยึดตึงไว้  มีเพียงโยกเล็กน้อย ส่วนพ่อเด็กและตัวเองบาดเจ็บเล็กน้อยที่ขาและแขน ไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นกับครอบครัวตนเอง หากวันนั้นไม่มีคาร์ซีทให้ลูกนั่ง ลูกคงกระเด็นออกไปนอกรถแล้ว จึงอยากฝากให้พ่อแม่ที่มีลูก ควรต้องซื้อคาร์ซีทติดรถ เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับใครที่ไหนก็ได้  ไม่มีทางรู้ล่วงหน้า

การติดตั้งที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก กำลังจะ ‘เป็นข้อบังคับทางกฎหมาย’

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2565 มีการประกาศราชกิจจานุเบกษา เรื่อง พ.ร.บ. จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 ในมาตราที่ 123 ระบุว่า ในขณะขับรถยนต์ เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย และคนโดยสารที่มีความสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่ง ไม่ว่าจะนั่งแถวตอนใด หรือมีวิธีป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ฝ่าฝืนปรับไม่เกิน 2,000 บาท  และจะมีผลใช้บังคับในอีก 120 วันนับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา   

ชมวิดีโอ เวทีสาธารณะ ‘คาร์ซีท คาใจ เลือกแบบไหนเพิ่มความปลอดภัยให้ลูก’ ที่นี่

อ้างอิง: สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)