fbpx

ทำความรู้จัก “โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง” สาเหตุ – อาการ – วิธีป้องกันและรักษา

Share Post:

ทำความรู้จัก “โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง” สาเหตุ – อาการ – วิธีป้องกันและรักษา

นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ ให้ข้อมูลว่า ผิวหนังของเราเป็นด่านแรก ที่จะทำหน้าที่ป้องกันอันตรายจากเชื้อโรคต่าง ๆ เมื่อใดก็ตามที่มีปัจจัยมาทำให้ผิวหนังของเราอ่อนแอลง จะทำให้เชื้อโรคสามารถผ่านเข้าสู่ผิวหนัง และก่อให้เกิดโรคการติดเชื้อที่ผิวหนังได้

ทำความรู้จัก โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง 5 ชนิด

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ เผยว่า โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังจัดเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย ซึ่งจะแบ่งเป็น 5 กลุ่มโรคใหญ่ ๆ เรียงตามความลึก และตำแหน่งของการอักเสบ ดังนี้:

  1. โรคพุพอง (Impetigo) เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียในชั้นหนังกำพร้า ซึ่งเป็นชั้นที่อยู่ตื้นที่สุดของผิวหนัง มักพบได้บ่อยในเด็ก อาจพบตุ่มน้ำร่วมหรือไม่พบก็ได้ อาการเริ่มแรก จะมาด้วยตุ่มสีแดง บริเวณใบหน้า หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใสหรือตุ่มหนอง ถัดมาตุ่มจะแตกออก และพบเป็นลักษณะรอยถลอกตื้น ๆ ที่มีสะเก็ดหนองสีเหลืองอมน้ำตาล คล้ายสีของน้ำผึ้ง คลุมอยู่ด้านบน บางรายอาจมีอาการไข้ หรือต่อมน้ำหลืองโตร่วมด้วย
  2. โรครูขุมขนอักเสบ (Folliculitis) ฝี (Furuncle/Abscess) และฝีฝักบัว (Carbuncle) เป็นการอักเสบของรูขุมขน มีลักษณะเป็นตุ่มแดง หรือตุ่มหนองขึ้นที่ตำแหน่งของรูขุมขน ตำแหน่งที่พบบ่อย เช่น ใบหน้า (แถวเครา) ศีรษะ หน้าอก หลัง รักแร้ และแก้มก้น เป็นต้น หากมีการอักเสบรุนแรง และลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง อาจพบเป็นไตแข็ง ๆ ที่มีหนองสะสมอยู่ภายในที่เรียกว่า ฝี (Furuncle/Abscess) และหากพบฝีหลาย ๆ อันอยู่รวมกลุ่มกันโดยมีช่องทางเชื่อมต่อกัน เราจะเรียกรอยโรคนี้ว่า ฝีฝักบัว (Carbuncle) ซึ่งเมื่อเป็นโรคในกลุ่มนี้แล้ว มักมีอาการไข้ อ่อนเพลีย หรือต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย อาจเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ โรคในกลุ่มนี้หายช้า และมักจะทิ้งรอยแผลเป็น
  3. โรคไฟลามทุ่ง (Erysipelas) เป็นการอักเสบที่ส่วนบนของผิวหนังชั้นแท้ ซึ่งอาการจะแสดงออกมาหลังได้รับเชื้อ 2 – 5 วัน เริ่มด้วยอาการไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย ในไม่กี่ชั่วโมงถึงวันถัดมา จะพบอาการผื่นแดงเป็นปื้น บวม กดเจ็บ ที่มีลักษณะเป็นขอบเขตชัด และมีการลามของผื่นอย่างรวดเร็ว ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือ ขา รองลงมาคือ ใบหน้า มักพบร่วมกับอาการต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงโต
  4. โรคเนื้อเยื่ออักเสบ (Cellulitis) เป็นการอักเสบที่ส่วนล่างของผิวหนังชั้นแท้จนถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ หนาวสั่น และอ่อนเพลีย ร่วมกับการมีผื่นที่มีลักษณะบวม แดง ร้อน ขอบเขตไม่ชัดและมีอาการปวด ผื่นสามารถลามได้แต่ไม่เร็วเท่ากับโรคไฟลามทุ่ง ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ การติดเชื้อในกระแสเลือด ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ และกรวยไตอักเสบ เป็นต้น โดยในรายที่มีการอักเสบกลับมาเป็นซ้ำหลาย ๆ ครั้ง อาจส่งผลต่อการไหลเวียนของระบบท่อน้ำเหลืองทำให้ผู้ป่วยมีอาการขาบวมเรื้อรังได้
  5. โรคแบคทีเรียกินเนื้อ หรือโรคเนื้อเน่า (Necrotizing Fasciitis) เป็นโรคที่ความรุนแรงสูงที่สุดในกลุ่มการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ระหว่างร้อยละ 20 – 60 เป็นการอักเสบรุนแรงในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง และพังผืดที่คลุมกล้ามเนื้อ จนเกิดภาวะเนื้อตายตามมาถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบมาพบแพทย์และให้การรักษาโดยเร็ว

โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง ป้องกันได้อย่างไร

  • หมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า รวมถึงการตัดเล็บให้สั้น
  • ตรวจสอบผิวหนังของตัวเองอยู่เสมอ หากมีแผล ให้ล้างแผลและทำแผลอย่างถูกต้อง
  • ถ้ามีผื่นโรคผิวหนังอื่น ๆ ควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา เพราะรอยโรคดังกล่าวอาจะเป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรียเข้าไปก่อโรคยังผิวหนังได้

โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง รักษาได้อย่างไร

  • ให้ยาปฏิชีวนะตามเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรค กรณีที่อาการไม่รุนแรงอาจใช้ยาปฏิชีวนะในรูปแบบรับประทาน แต่หากมีอาการรุนแรงหรือมีอาการตามระบบต่าง ๆ ร่วมด้วย อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะในรูปแบบยาฉีด ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องมาพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง
  • ทำความสะอาดผิวหนังและบริเวณที่เป็นแผลให้สะอาดด้วยการฟอกสบู่และน้ำยาฆ่าเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงการแกะเกา เพราะจะทำให้เกิดบาดแผลและอาจทำให้เชื้อโรคลุกลามมากยิ่งขึ้น
  • การรักษาด้วยวิธีอื่น เช่น การกรีดระบายหนอง การประคบแผลด้วยน้ำเกลือ เพื่อดูดซับน้ำเหลืองออก

อ้างอิง: กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง (ข้อมูล ณ วันที่ 14 กันยายน 2565)