
โรคคอตีบ คืออะไรโรคติอต่อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ
26 มีนาคม 2567

“โรคคอตีบ” เป็นโรคติอต่อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ ส่วนใหญ่พบการติดเชื้อในเด็กและมีอัตราการเสียชีวิตสูงจากสาเหตุทางเดินหายใจอุดตันหรือจากกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว
โรคคอตีบเกิดจากอะไร
คอตีบเกิดจากติดเชื้อแบคทีเรียชนิด Corynebacterium diphtheriae ผ่านทางการไอ จาม รดกัน หรือใช้สิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อร่วมกัน มักแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อ 2-5 วัน ทําให้เกิดการอักเสบขึ้นในช่อง ทางเดินหายใจ ตั้งแต่โพรงจมูกจนถึงทางเดินหายใจส่วนล่าง ในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีแผ่นเยื่อลักษณะเป็นปื้นสีขาวเทาหรือเหลืองเทาเกิดขึ้นในช่องลําคอจนทําให้มีภาวะทางเดินหายใจตีบแคบและอุดตันได้ นอกจากนี้สารพิษที่เชื้อโรคคอตีบปล่อยออกมายังทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเส้นประสาทส่วนปลายอักเสบด้วย โรคคอตีบเป็นโรคที่มีอัตราตายสูงมาก ในผู้ป่วย 10 ราย จะมีผู้ป่วยเสียชีวิต 1 ราย
โรคคอตีบ สามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ แต่มักไม่พบในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี เนื่องจากเด็กในช่วงอายุนี้ได้ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคจากแม่แล้วและมีโอกาสสัมผัสโรคน้อย

อาการของคอตีบ
ผู้ป่วยโรคคอตีบหรือผู้ติดเชื้อคอตีบที่ยังไม่มีอาการ สามารถแพร่เชื้อที่อยู่ในจมูกหรือลำคอไปสู่ผู้อื่นได้ เพราะเชื้อโรคจะอยู่ในลำคอผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษา ประมาณ 2 สัปดาห์
เริ่มต้นอาการด้วยมีไข้ต่ำ ๆ (มักไม่เกิน 39 องศาเซลเซียส และอาจรู้สึกหนาวสั่น) มีอาการคล้ายหวัดในระยะแรก แต่ไม่มีน้ำมูก ปวดศีรษะ ครั่นเนื้อครั่นตัว เจ็บคอมาก คลื่นไส้ อาเจียน ต่อมาจะมีแผ่นฝ้าสีขาวอมเทาติดแน่นที่บริเวณทอนซิล ช่องคอและ/หรือโพรงจมูก กล่องเสียง
วิธีการรักษา
เมื่อสงสัยว่าตนเองหรือคนรอบข้างป่วยเป็นโรคคอตีบ จะต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะจะต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว โดยแพทย์สั่งยาปฏิชีวนะ ให้รับประทานนาน 14 วัน บางรายอาจได้รับยาทำลายพิษของเชื้อโรคคอตีบร่วมด้วย ในผู้ป่วยที่มีอาการอุดกั้นทางเดินหายใจต้องเจาะคอ เพื่อช่วยหายใจ หลังจากเป็นปกติ ผู้ป่วยต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบตามเกณฑ์ 3 ครั้ง เพราะการป่วยด้วยโรคคอตีบไม่สามารถสร้างภูมิต้านทานป้องกันโรคคอตีบในอนาคตได้

วิธีการป้องกัน
การฉีดวัคซีนสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคคอตีบได้ ซึ่งสามารถฉีดได้ตั้งแต่ช่วงทารก วัยเด็ก ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ หรือหากได้สัมผัสกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ควรรีบเข้าพบแพทย์ สำหรับผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคจะติดเชื้อได้ง่ายจึงควรได้รับการติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด โดยทำการเพาะเชื้อจากลำคอ และติดตามดูอาการ 7 วัน
เพื่อสุขภาพที่ดีห่างไกลจากโรคร้าย ไม่ควรใช้ของใช้ร่วมกับผู้อื่น รักษาสุขลักษณะอนามัยด้วยการล้างมือให้สะอาดทุกครั้งเวลาไอหรือจาม ก่อนรับประทานอาหารและหลังรับประทานอาหาร และหลังการเข้าห้องน้ำรวมทั้งสวมหน้ากากป้องกันโรคเมื่อเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อระบบทางเดินลมหายใจ
จะเห็นได้ว่าโรคคอตีบหากปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษาเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิต และสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นควรหมั่นสังเกตอาการของตนเองและคนรอบข้างหากสงสัยว่าเป็นโรคคอตีบรีบมาพบแพทย์เพื่อรักษาโดยเร็วที่สุด
ข้อมูล : ต.ค.66
บทความโดย : นพ.ไอยรัตน์ ทองกำเหนิด, โรงพยาบาลวิรัชศิลป์, ต.ค.66
บทความสุขภาพอื่น ๆ
บทความทางการแพทย์
22 พฤศจิกายน 2566
“งูสวัด” ความเจ็บปวด ที่อันตรายกว่าที่คิด หากปล่อยไว้นาน เสี่ยงตาบอด
รู้หรือไม่ ? โรคงูสวัด - โรคอีสุกอีใส ต้นกำเนิดจากไวรัสชนิดเดียวกัน โรคงูสวัดยังเจอในคนที่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน ขณะเดียวกันผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องก็มีโอกาสเป็นงูสวัดได้เช่นเดียวกัน ปัจจุบันในประเทศไทยมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกัน และเป็นทางเลือกที่ทำให้ผู้สูงอายุลดความเสี่ยงจากอาการรุนแรงของโรคงูสวัด โดยเฉพาะในรายที่งูสวัดขึ้นตา หากปล่อยไว้เสี่ยงตาบอดได้
ข่าวสุขภาพ
ไขข้อสงสัย ฝีดาษลิง สายพันธุ์ใหม่ ‘Clade 1B’ เหตุใดจึงถูกยกระดับเป็นภัยฉุกเฉินระหว่างประเทศ
โรคฝีดาษลิง (Monkeypox) สายพันธุ์ Clade 1B ทั่วโลกรวมถึงไทยที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2567 นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้แถลงข่าวการพบผู้ป่วยสงสัยฝีดาษลิงสายพันธุ์ Clade 1B รายแรกในประเทศไทย เดินทางจากทวีปแอฟริกา ตรวจพบอาการสงสัยโรคฝีดาษลิง สายพันธุ์ Clade 1B ที่ทั่วโลกกำลังเฝ้าระวัง ซึ่งการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษลิงได้ขยายไปทั่วโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศแถบทวีปแอฟริกา
บทความประชาสัมพันธ์
ชวนติดตาม ”พาราลิมปิกเกมส์ 2024“ ที่เป็นมากกว่าเวทีการแข่งขันกีฬา คือการแสดงศักยภาพของผู้ที่มีความหลากหลายทางร่างกาย
“ร่างกายของเราไม่ได้พิการหรอก จริงๆสิ่งแวดล้อมรอบๆต่างหาก นั่นแหละที่พิการ” คำพูดจากผู้พิการที่บอกเล่าต่อกันมา เป็นคำพูดที่ชวนให้เราฉุกคิดถึงความแตกต่างและหลากหลายในเชิงกายภาพของมนุษย์ และหยั่งรากลึกมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่ง 1 ในสิ่งที่จะสร้างการรับรู้ การมีตัวตนของมนุษย์ที่มีความแตกต่างหลากหลาย ก็คือการมีพื้นที่และเวทีได้แสดงออกซึ่งความความสามารถ และได้รับการยอมรับ ซึ่งหนึ่งในเวทีด้านการกีฬาที่ใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ ก็คือ พาราลิมปิกเกมส์ นั่นเอง












