Header

mark

ตุ่ม-ผื่นขึ้น อย่ามองข้าม ‘ฝีดาษลิง’ รู้ทัน ป้องกันได้ ไม่ตื่นตระหนก

19 มกราคม 2569

blog

หลายคนอาจรู้สึกว่า ฝีดาษลิง หรือ ฝีดาษวานร เงียบไปแล้ว แต่ในความเป็นจริง โรคนี้ ยังไม่หายไปไหน และยังคงพบผู้ป่วยเป็นระยะ
ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรสะสมประมาณ 1,000 ราย แม้จะไม่ใช่โรคใหม่ แต่ยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีการสัมผัสใกล้ชิด

 


ฝีดาษลิง คืออะไร?

ฝีดาษลิงเป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม Orthopoxvirus อาการเริ่มต้นมักคล้ายไข้หวัด เช่น

  • มีไข้
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • อ่อนเพลีย
  • ต่อมน้ำเหลืองโต

หลังจากนั้นจะเริ่มมี ผื่นหรือตุ่มขึ้นตามร่างกาย ซึ่งเป็นอาการสำคัญที่ควรสังเกต
ผื่นอาจเริ่มบริเวณใบหน้าและลามไปยังส่วนอื่นของร่างกาย โดยอาจเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำ ตุ่มหนอง ก่อนแตกและตกสะเก็ด

ติดต่อกันได้อย่างไร?

ฝีดาษลิงไม่ได้แพร่กระจายง่ายทางอากาศ การติดต่อส่วนใหญ่มาจากการสัมผัสใกล้ชิด ได้แก่

  • การสัมผัสผื่น ตุ่ม หรือของเหลวจากตุ่มของผู้ป่วย
  • การใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เช่น เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน
  • การสัมผัสใกล้ชิดทางเพศสัมพันธ์

นอกจากนี้ โรคฝีดาษลิงยังสามารถติดต่อจาก สัตว์สู่คน ได้ จากการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือผิวหนังของสัตว์ที่ติดเชื้อ รวมถึงการถูกกัด
โดยโรคมี ระยะฟักตัวประมาณ 7–14 วัน และอาจนานได้ถึง 24 วัน

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยโรคฝีดาษลิงสามารถทำได้โดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
เช่น การตรวจ PCR จากตัวอย่างของเหลวในตุ่มผิวหนัง
แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาแนวทางการดูแลรักษาที่เหมาะสมตามอาการของผู้ป่วยแต่ละราย

รู้ทัน ป้องกันได้ ไม่ต้องตื่นตระหนก

แม้ยังไม่มีวัคซีนที่ป้องกันได้ 100% สำหรับประชาชนทั่วไป แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการ

  • ล้างมือบ่อย ๆ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีผื่นหรือตุ่มผิดปกติ
  • ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
  • หากมีอาการผิดปกติหรือผื่นที่ไม่ทราบสาเหตุ ควรรีบพบแพทย์

ฝีดาษลิงเป็นโรคที่ยังพบผู้ป่วยเป็นระยะ การรู้จักอาการและไม่มองข้ามสัญญาณผิดปกติของร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ
การเข้ารับการตรวจเมื่อมีความผิดปกติ จะช่วยให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของโรค