fbpx

เรื่องราวของ ผ ส า น

“ผสาน” งานสู่ชุมชน
เพื่อรู้จักผู้คนในชุมชน เรียนรู้วิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ตลอดจนการประกอบอาชีพ และการสร้างผลิตภัณฑ์จากผลผลิตท้องถิ่นที่นำไปสู่การสร้างรายได้ให้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน

“ผสาน” คนสู่ท้องถิ่น
เพื่อเข้าใจความเป็นอยู่ของคนในท้องที่ เข้าใจวัฒนธรรมการทำมาหากินและความเป็นอยู่ เพื่อความเป็นหนึ่งเดียว ของโรงพยาบาลและคลินิกในเครือ กับผู้คนในชุมชน

“ผสาน” เพื่อสร้างสิ่งที่ดีให้กับชุมชน
เพื่อสร้างเสริมและผลักดันเศรษฐกิจ ตลอดจนสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคนในชุมชน เพื่อเป้าหมายในการสร้างชุมชนที่มีสุข และยั่งยืน

โครงการ "ผ ส า น" โดยโรงพยาบาลในเครือ Principal Healthcare

“ผ ส า น เปรียบเสมือนการสาน การถักทอ 

เพื่อให้แต่ละเส้นใยนั้นได้ผสานกันเป็นผ้าผืนเดียวกัน”

แม้ว่าเส้นใยจะคนละประเภท แต่หากนำมาถักทอสานร่วมกันแล้ว ย่อมได้ผ้าผืนใหม่ขึ้นมา

เปรียบเหมือนการได้พบเจอคนหลากหลายประเภท ได้ทำความรู้จัก ได้เข้าใจ และได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆร่วมกัน 

 

“ผ้านี้ไม่ใช่ผ้าธรรมดา เพราะผ้านี้ทำให้เราได้ ผ ส า น กัน”

01 มาลัยผ้าขาวม้า ผ ส า น รอยยิ้ม ชุมชนวัดห้วยรอบ ชุมชนที่ขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมและการสืบทอดที่ไม่มีวันตาย

“ลูกค้าได้ใส่ของมีคุณภาพ ชาวบ้านมีอาชีพ ชุมชนอยู่ได้อย่างยั่งยืน” 

หากพูดถึงผ้าขาวม้า สินค้าที่คนบางกลุ่มอาจจะมองว่าดูล้าหลัง ไม่ทันสมัย แต่จริงๆแล้ว ผ้าขาวม้านั้นสามารถนำไปประยุกต์ได้หลากหลาย ไม่เพียงแค่นำไปนุ่งห่มเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปเป็นของขวัญ ของฝากที่ถักทอมาจากใจของชาวบ้านได้อีกด้วย นอกจากการสนับสนุนสินค้าที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นแล้วการทอผ้าไม่ใช่แค่สร้างอาชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความสุขให้กับพวกเขา 

“การทอผ้าช่วยให้เขามีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น อยู่บ้านเหงา มาที่นี่ได้คุย ได้ออกกำลังกาย ได้ทอผ้า ขยับเขยื้อนมือแขนขา ไม่เครียด เพราะผู้สูงอายุที่นี่อยู่บ้านคนเดียว และสร้างรายได้ให้กับผู้สูงอายุ ช่วยค่าใช้จ่าย บางเดือนได้หลายพันเกือบหมื่น บางเดือนไม่ได้เลยก็มี ก็เฉลี่ยกันไป” –ผู้นำกลุ่มชุมชนบ้านห้วยรอบ

 

“การทอผ้าไม่เพียงแต่สร้างรายได้เท่านั้นแต่ยังช่วยพัฒนาทักษะให้กับชาวบ้าน”

สมัยก่อนชาวบ้านจะทอผ้าแบบเดิม ๆ ลายเดิม ๆ ทำให้ฐานลูกค้านั้นมีเพียงกลุ่มเดียว ทำให้รายได้จากการขายผ้านั้นลดลง บางเดือนขายไม่ได้เลยก็มี การเข้ามาของอาจารย์วรรณา ได้เปลี่ยนการทอผ้าของชาวบ้านไปตลอดกาล 

 

              อาจารย์วรรณาได้นำเอาเรขาคณิตและโปรแกรมการสร้างเรขาคณิตเข้ามาเพื่อช่วยให้ชาวบ้านได้สร้างลายใหม่ๆ เสริมสร้างจินตนาการ และยังช่วยลดระยะเวลาในการทำลายผ้า ไม่เพียงเสริมสร้างทักษะการทอของชาวบ้านแต่ยังทำให้มีฐานลูกค้าได้หลากหลายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย 

“สมัยก่อนชาวบ้านได้ค่าแรงวันละ 100 บาท หากเราสามารถเพิ่มมูลค่าของผ้าได้ จะสามารถทำให้ชาวบ้านได้รายได้เพิ่มอย่างน้อยวันละ 300 บาท” — อาจารย์วรรณา ที่ปรึกษาด้านลายผ้าและอาจารย์วิชาคณิตศาสตร์โรงเรียนอุทัยธานีวิทยาคม

“หากเราไม่เพิ่มมูลค่าให้กับผ้า รายได้ชาวบ้านก็จะอยู่แบบนี้ จะไม่มีคนรุ่นใหม่อยากที่จะเข้ามาศึกษาและสานต่อความรู้ แล้วองค์ความรู้ตรงนี้จะหายไป”

สิ่งที่อาจารย์วรรณาและประธานกลุ่มต้องการผลักดัน เพิ่มลายผ้าให้ทันสมัย ไม่ใช้เพียงต้องการเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้านเท่านั้น แต่ทุกคนยังต้องการให้การทอผ้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั้นยังคงการสืบทอดต่อกันไปอีกหลายรุ่น

ปัจจุบันสมาชิกกลุ่มบ้านห้วยรอบมีสมาชิกในกลุ่มเพียง 6 – 7 ท่าน เป็นผู้สูงอายุทั้งสิ้น มีอายุตั้งแต่ 54 – 84 ปี อยู่กันแบบครอบครัวช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 

 

ของดีประจำชุมชนบ้านห้วยรอบคือผ้าทอ ซึ่งเกิดจากการส่งต่อองค์ความรู้ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานทำให้ผ้าที่นี่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ถึงแม้ว่าคุณภาพจะดีจนมีชื่อเสียงจนได้รับรางวัลและกลายเป็นของดีขึ้นชื่อประจำจังหวัดอุทัยธานี แต่ราคาก็สามารถเข้าถึงได้ เพราะทางกลุ่มบ้านห้วยรอบต้องการให้ผู้รับ ได้รับของดีในราคาที่จับต้องได้ ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ว่า
“ลูกค้าได้ใส่ของมีคุณภาพ ชาวบ้านมีอาชีพ ชุมชนอยู่ได้อย่างยั่งยืน”

ปัจจุบันรายได้ทั้งหมดที่ขายได้นั้นจะส่งตรงไปยังชาวบ้านโดยศูนย์จะเก็บแค่ค่าขึ้นเครือ 50 – 100 บาทเป็นค่าน้ำ ค่าไฟของศูนย์เท่านั้น แม้ว่า รายได้จะไม่ได้เยอะมากแต่ก็สามารถทำให้ชาวบ้านสามารถมีอาชีพ มีการส่งต่อวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมา และสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน

พวงมาลัยผ้าขาวม้า ผ ส า น ที่กลั่นกรองมาจากใจของชุมชนบ้านห้วยรอบ” 

 

ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าโดย ชุมชนวัดห้วยรอบ ที่ผสานแนวความคิดโดยการนำผ้าทอลายสวยผสานกับฝีมือช่างประดิดประดอยของกลุ่มแม่บ้านในชุมชน จึงเกิดเป็น “พวงมาลัยผ้าขาวม้า ผ ส า น” ที่นำเสนอผ้าทอสีสันสวยงาม ในรูปลักษณ์ที่น่าประทับใจอย่าง “มาลัย” ซึ่งเป็นตัวแทนที่แสดงความรัก และความนับถือของคนไทย ถือเป็นความคิดสร้างสรรเพื่อสร้างมูลค่า ที่สร้างความประทับใจทั้งผู้ให้ และผู้รับอย่างแท้จริง

มาลัย ผ ส า น โดย ชุมชนวัดห้วยรอบ

02 ผ้าขนหนู ผ ส า น ใจ สืบสานภูมิปัญญาชุมชน แต่งเติมด้วยสีสรรจากธรรมชาติเพื่อธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ผ้าขนหนู…ผ้าที่ทุกคนใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดผม หรือแม้แต่ผ้าเช็ดตัว ผ้าขนหนูจึงเป็นอีกไอเทมคู่ขวัญของบ้านที่ไม่สามารถขาดได้ ผ้าขนหนูนั้นมีหลายชนิด แล้วบ้านของคุณเลือกใช้ผ้าขนหนูชนิดไหน ?

ประเทศญี่ปุ่นเป็นที่ ๆ ขึ้นชื่อเรื่องของมีความสวยงาม การออกแบบเรียบหรูที่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพและมาตรฐาน คุณเชื่อหรือไม่ว่า สินค้าไทยก็สามารถทำคุณภาพได้เทียบเท่าสินค้าญี่ปุ่นและยังส่งออกจนขายดีติดตลาดญี่ปุ่นได้อีกด้วย ใช่แล้ว นั่นคือผ้าขนหนู ผ ส า น ใจจากกลุ่มชนชนบ้านดอนแคน อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด เป็นชุมชนที่ทำผ้าขนหนูผ้าฝ้าย ที่สวยงาม ได้มาตรฐานและยังส่งไปขายสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

"บ้านดอนแคน" ชุมชนเกษตรกึ่งปศุสัตว์ มีการรวมตัวของกลุ่มสตรีที่มีความรู้ในการทอผ้าฝ้าย จากสีธรรมชาติ รวมเป็นกลุ่มเครือข่าย "หัตถกรรมพรรณไม้" โดยทำไปพร้อมกับการเลี้ยงสัตว์ และปลูกข้าว

สีสันที่สรรสร้างมาจากความงามของธรรมชาติ

ฝ้ายออแกนนิค ที่ผ่านกระบวนการจนเป็นเส้นด้าย ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ใช้วิธีดึงใยด้วยวิธีแบบดั่งเดิม จนเป็นเส้นฝ้าย ผ่านกระบวนการทอด้วยกี่ทอผ้า ทำให้เกิดผ้าเนื้อดี เบาสบายที่เป็นเอกลักษณ์ของผ้าฝ้าย และอีกขั้นตอนที่ทำให้ผ้าขนหนูนี้เป็นผ้าขนหนูพรีเมี่ยม ส่งออกไปยังต่างประเทศนั้นก็คือการย้อมสีจากสีธรรมชาติ
เปลือกไม้…วัตถุดิบหลักจากธรรมชาติที่สามารถรังสรรค์สีได้สวยงาม ด้วยกรรมวิธีเฉพาะตัวของชาวบ้าน บ้านดอนแคน ที่เป็นเอกลักษณ์ สวยงาม ติดทน สีไม่ตก
จากโรงเรือน สู่มาตรฐานระดับสากล แม้ว่าชุมชนบ้านดอนแคนนั้นจะมีสมาชิกเพียงหลักสิบ แต่ชุมชนยังมีการจัดการที่ดีเยี่ยม ไม่ปล่อยมลพิษสู่ธรรมชาติและใช้ของทุกอย่างที่มาจากธรรมชาติเพื่อให้ผู้รับ ได้รับของที่ดีที่สุด โดยไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม จนชุมชนบ้านดอนแคนนี้ได้รับมาตรฐาน Green Industry

ปลุกจิตวิญญาณสิ่งแวดล้อมกับชุมชนบ้านบุ่งเลิศ อ.เมยวดี จ.ร้อยเอ็ด

ความตั้งใจของชาวบ้านบุ่งเลิศ ชาวภูไทแห่งเดียวในร้อยเอ็ด คือ การสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นจากบรรพบุรุษ คือ การทอผ้าฝ้ายทอมือ โดยมีกระบวนการผลิตตั้งแต่ การปลูกฝ้าย เข็นฝ้าย ทอฝ้าย จนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อทำสินค้าให้ดีกับคน และสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อเวลาผ่านไป “ใคร” คือ คนกลุ่มนั้นที่ต้องการคุณค่าจากสิ่งนี้….
ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน บ้านบุ่งเลิศ คือ กลุ่มแรกๆ ที่ทำการทอผ้า จนได้รับคัดเลือกเป็น OTOP ที่เป็นของขึ้นชื่อด้านการทอผ้าพื้นเมือง ใน จ.ร้อยเอ็ด ด้วยเอกลักษณ์การทอแบบเฉพาะตัวและการใช้สีย้อมจากธรรมชาติ ทำให้สินค้าของบ้านบุ่งเลิศนั้นเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง แต่เมื่อมีสินค้าอุตสหกรรมเข้ามามีบทบาทมากขึ้น งานหัตกรรมทอผ้าชุมชน ณ ยุคนั้นไม่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนสนใจในการเลือกสินค้า และสินค้าที่ใช้สีเคมี ที่ราคาถูก ที่มีกรรมวิธีที่เร็วง่ายประหยัดกว่า จึงเป็นตัวเลือกในท้องตลาด บ้านบุ่งเลิศจึงต้องผันตัวใช้สีที่มาจากเคมี เพื่อลดต้นทุน และทำตลาดให้เหมาะกับกลุ่มที่มี ณ ตอนนั้น เพื่อยังคงต้องดิ้นรนแข่งขันกับตลาดทุน เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้คนในชุมชน

….ดี มี สุข ดีกับสิ่งแวดล้อม สร้างสุขให้กับชุมชน

“ของที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่ต้องใช้วัตถุดิบชั้นเลิศ แต่ยังต้องมาจากจิตวิญญาณของความใส่ใจ”
แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานขนาดไหน แต่จิตวิญญาณไม่เคยสลายหายไป ความตั้งใจที่จะทำสินค้าออแกนิคยังคงอยู่
การเข้าไปร่วมพัฒนาชุมชนของ “ดี มี สุข” องค์กรพัฒนาเพื่อสังคม ที่ได้ทำให้ชาวบ้าน เหมือนได้ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง การเข้าไปพัฒนาชุมชนและสินค้าของชาวบ้าน ที่มาจากของออแกนิค เพื่อให้คนไทยเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาชุมชน รักษาและสืบทอด ได้ใช้ของดี ราคาจับต้องได้ และชาวบ้านอยู่ได้อย่างยั่งยืน ทำให้ชาวบ้านสามารถกลับไปใช้สีย้อมจากธรรมชาติได้อีกครั้ง ชาวบ้านได้ทำสิ่งที่ต้องการ ธรรมชาติไม่โดนผลกระทบ ผู้รับได้รับคุณค่าจากผลิตภัณฑ์ผ้าทอชุมชนที่มีคุณภาพ

เลือกคุณค่าหรือต้นทุน วัตถุดิบธรรมชาติ กับการผลิตแบบอุตสหกรรม

การใช้สีย้อมจากธรรมชาตินั้น มีกรรมวิธีการผลิตที่ขั้นตอนที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ที่แตกต่างจากการย้อมด้วยสีเคมี ทั้งยังต้นทุนที่สูงกว่า แต่นั้นไม่ได้ทำให้ชาวบ้านย่อท้อเพื่อต้องการส่งต่อคุณค่าให้กับผู้บริโภค
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านบุ่งเลิศ ได้ใช้เทคนิคการทอผ้าด้วย “กี่กระตุก” ที่สามารถผลิตได้จำนวน มีศักยภาพในการทอที่สูงและมีคุณภาพ ทุกขั้นตอนยังคงมาตรฐานและความใส่ใจ
วันนี้ กว่า 30 ครอบครัว ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ Covid-19 กว่า 2 ปี ที่ไม่มีงานทอผ้า ขาดรายได้เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว “ความหวังและโอกาส” ยังคงเป็นสิ่งที่ชุมชนมองหา

บริษัท ดี มี สุข (ไม่) จำกัด ธุรกิจเพื่อสังคม หนึ่งในโครงการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในโครงการ SET Social Impact ร่วมกับ กลุ่มบริษัทพริ้นซิเพิล เฮลล์แคร์ และพริ้นซิเพิล แคปปิตอล บริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกัน สร้างโอกาสและความหวัง ให้ชุมชนได้กลับขึ้นมามีรอยยิ้มอีกครั้ง เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ยังคงอยู่ ส่งต่อคุณค่าจากชุมชน สร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน เกื้อกูลกันอย่างยั่งยืนต่อไป

“พริ้นซ์เชื่อว่า การให้ที่ดีที่สุดคือการให้โอกาสอย่างยั่งยืน”