fbpx

กรมวิทย์ฯ แจง ฝีดาษวานร โอกาสกลายพันธุ์-แพร่ทางอากาศน้อย และเป็นไวรัสคนละกลุ่มกับโรคอีสุกอีใส

จากกรณีพบผู้ติดเชื้อฝีดาษวานรรายแรกในประเทศ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ขณะนี้มีการส่งสิ่งส่งตรวจที่มีความเชื่อมโยงกับผู้ติดเชื้อรายดังกล่าว มาให้ทางกรมวิทย์ฯ จำนวน 27 ตัวอย่าง หลังการตรวจ พบผลเป็นลบ ในส่วนของการตรวจสิ่งแวดล้อม เช่น ลูกบิดประตู ผ้าปูต่าง ๆ พบผลเป็นบวก แต่ไม่สามารถระบุได้ว่า ผลที่เป็นบวกนั้น สามารถแพร่เชื้อต่อได้หรือไม่

การติดเชื้อฝีดาษวานร เป็นอย่างไร

การติดเชื้อฝีดาษวานรนั้น เกิดจากความใกล้ชิดกันมาก ๆ ซึ่งโดยปกติแล้ว ผิวหนังของมนุษย์จะมีการสร้างเกราะป้องกันการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายอยู่แล้ว เว้นเสียแต่ว่า บริเวณผิวหนังจะมีบาดแผล หรือเกิดการสัมผัสเชื้อบริเวณเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ตา จมูก ก็อาจจะมีความเสี่ยงได้ ซึ่งเราสามารถป้องกันการรับเชื้อฝีดาษวานรได้ โดยวิธีการที่คล้ายกับการป้องกันการรับเชื้อโควิด-19 นั่นคือ ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือสเปรย์แอลกอฮอล์ และเว้นระยะห่างทางสังคม

ความคืบหน้าทางด้านการป้องกัน-รักษา

นพ.ศุภกิจ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ ทางกรมวิทย์ฯ ได้นำตัวอย่างเชื้อที่เก็บได้จากผู้ติดเชื้อรายแรก มาทำการเพาะเพื่อเพิ่มปริมาณ ก่อนนำไปทดสอบกับภูมิคุ้มกันของคนไทยที่เคยปลูกฝีดาษ ว่าสามารถป้องกันหรือทำลายเชื้อฝีดาษวานรได้หรือไม่ ในเบื้องต้นพบว่า เชื้อไม่ค่อยขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมไปอีกระยะหนึ่ง โดยทางกรมวิทย์ฯ จะชี้แจ้งข้อมูลความคืบหน้าอีกครั้ง

โรคฝีดาษวานรติดต่อผ่านทางอากาศได้ จริงหรือไม่?

จากประเด็นดังกล่าว นพ.ศุภกิจ ได้ให้คำตอบว่า “เรื่องนี้ต้องฟังหูไว้หู” เนื่องจาก ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีการแพร่เชื้อทางอากาศ แม้แต่โรคโควิด-19 ซึ่งก่อนหน้านี้เชื่อกันว่ามีการแพร่ทางอากาศ แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ซึ่งไวรัสโควิด-19 เป็น RNA ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ในขณะที่เชื้อฝีดาษวานร เป็น DNA ไวรัส ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าโอกาสกลายพันธุ์จะไม่เร็ว

นพ.ศุภกิจ ทิ้งท้ายว่า เมื่อทำการเปรียบเทียบฝีดาษวานรว่าเหมือนโรคอีสุกอีใส ถึงแม้ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคทางผิวหนังเหมือนกัน แต่ไวรัสคนละกลุ่มกัน มีความแตกต่างกัน

อ้างอิง: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ข้อมูล ณ วันที่ 25 กรกฎาคม 2565)