fbpx

กรมอนามัย แนะ ทุเรียนเปลี่ยนรูปให้พลังงานสูง ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม

ทุเรียน ราชาแห่งผลไม้ ซึ่งเป็นของโปรดของใครหลายคน เป็นผลไม้ที่แฝงไปด้วยพลังงาน และควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกเปลี่ยนรูปแล้ว

อธิบดีกรมอนามัย นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย กล่าวว่า ทุเรียนจัดอยู่ในอาหารกลุ่มผลไม้ที่มีวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต หากต้องการกินทุเรียนให้ได้รับประโยชน์และคุณค่าทางสารอาหารที่เหมาะสม ควรเลือกทุเรียนแบบกึ่งห่าม เพราะจะมีแป้งและน้ำตาลที่น้อยกว่าแบบสุกงอม โดยไม่ควรกินทุเรียนเกินวันละ 2 เม็ด (ขนาดกลาง หนักประมาณ 80 กรัม) และไม่ควรกินเกิน 3 วัน/สัปดาห์ 

หากกินครั้งละประมาณ 2 – 3 พู หรือ 4 – 6 เม็ด ร่างกายจะรับพลังงานสูงถึง 520 – 780 กิโลแคลอรี ซึ่งเทียบเป็นสัดส่วนโภชนาการเท่ากับอาหารมื้อหลัก 2 มื้อ สำหรับทุเรียนที่ผ่านกระบวนการแปรรูปต่าง ๆ นั้น หากบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้ได้รับพลังงานที่มากเกินความจำเป็น

ทุเรียนเปลี่ยนรูป รับประทานได้ แต่ในปริมาณที่เหมาะสม

  • ทุเรียนทอด ถุงละครึ่งกิโลกรัม ให้พลังงานสูงมากถึง 508 กิโลแคลอรี ควรแบ่งกินประมาณ 5 ครั้ง
  • ทุเรียนกวน 1 แท่ง ขนาด 300 กรัม ให้พลังงาน 320 กิโลแคลอรี ควรแบ่งกินอย่างน้อย 2 – 3 ครั้ง
  • ข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียน 1 ถ้วย ให้พลังงาน 220 กิโลแคลอรี ใน 1 วัน ไม่ควรกินเกิน 1 ถ้วย

ดังนั้น หากบริโภคทุเรียนควรเลือกแบบสดที่ยังไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป เพราะจะได้พลังงานจากน้ำตาล และไขมันน้อยกว่า อีกทั้งยังได้วิตามินกับสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่า

สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด สามารถกินทุเรียนได้ แต่ต้องในปริมาณที่น้อยกว่าคนทั่วไป และควรออกกำลังกาย เพื่อเผาผลาญน้ำตาลที่ได้รับจากการกินทุเรียน โดยการเดินอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง กินผลไม้ที่มีน้ำและหวานน้อยควบคู่กัน เช่น มังคุด แตงโม เพราะมีฤทธิ์เย็น ส่วนทุเรียนมีฤทธิ์ร้อน จึงสามารถกินคู่กันได้ ควรหลีกเลี่ยงการกินผลไม้ที่มีรสชาติหวานพร้อมกัน เช่น มะม่วงสุก เงาะ ลิ้นจี่ เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำตาลสูงเกินไป

ที่สำคัญ หากจะกินทุเรียน ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การกินทุเรียนในขณะดื่มแอลกอฮอล์ อันตรายมาก เนื่องจากจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายขับปัสสาวะมากจนกระทั่งขาดน้ำ ตัวร้อน วูบ หมดสติ และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

อ้างอิง: กรมอนามัย (ข้อมูล ณ วันที่ 18 พ.ค. 65)