fbpx

เลือก “คาร์ซีท” อย่างไร ให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก 5 ช่วงวัย

อุบัติเหตุบนท้องถนนตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2560 – 2564) ทำให้มีเด็กอายุ 0 – 6 ปี เสียชีวิต 1,155 คน โดยพบว่า 221 คน เกิดจากอุบัติเหตุรถยนต์ เฉลี่ยแล้วปีละ 44 คน ซึ่งส่วนใหญ่เสียชีวิตเนื่องจากกระเด็นออกนอกรถและเกิดการกระแทกรุนแรงเนื่องจากไม่ได้นั่งที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือ คาร์ซีท (Car Seat) โดยเด็กไทยใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก มีเพียง 3.46% เท่านั้น 

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่  พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 ระบุว่า คนโดยสารที่เป็น “เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี สูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร” ต้องจัดให้นั่งที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่พิเศษสำหรับเด็ก เพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ   

จากประกาศดังกล่าวทำให้มีกระแสเกี่ยวกับคาร์ซีทในโลกออนไลน์ ผู้ปกครองหลาย ๆ ท่านตื่นตัวเกี่ยวกับความสำคัญและความปลอดภัยของการเลือกคาร์ซีท หลาย ๆ ท่านยังมองว่า เด็กแรกเกิด – 6 เดือน กระดูกยังอ่อนไม่จำเป็นต้องใช้ ขณะเดียวกัน การอุ้มเด็กนั่งตักในเบาะหน้า คือ จุดที่อันตรายที่สุดในรถ เพราะเวลาเกิดเหตุ การอุ้มเด็กนั่งตักจะทำให้เด็กใกล้ถุงลมนิรภัย หากเกิดการระเบิดแทนที่จะปลอดภัยกลับอันตราย 

วันนี้ เครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ ได้รวบรวมข้อมูล การเลือกคาร์ซีทอย่างไรให้ปลอดภัย และเหมาะสมสำหรับเด็กในแต่ละช่วงวัย ว่าควรเป็นรูปแบบไหน ติดตั้งอย่างไร ตลอดจนสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกที่นั่งนิรภัยที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า การเลือกที่นั่งนิรภัยที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก มีดังนี้:

  • ควรจัดให้มีที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก และใช้งานอย่างถูกวิธีตลอดเวลาที่โดยสารรถยนต์ 
  • เลือกรูปแบบคาร์ซีท และติดตั้งให้เหมาะสมตามช่วงอายุ สรีระ น้ำหนัก และส่วนสูงของเด็ก โดยที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กแรกเกิด – 3 ปี ควรใช้คาร์ซีทเป็นที่นั่งแบบปรับให้หันหน้าไปด้านหลังรถ ซึ่งจะปลอดภัยมากที่สุด หรือเด็กที่มีอายุ 2 – 6 ปี สามารถใช้คาร์ซีทเป็นที่นั่งแบบหันมาด้านหน้าได้  ส่วนเด็กที่เริ่มโต ควรใช้บูสเตอร์ซีท เป็นที่นั่งแบบหันมาด้านหน้าใช้ร่วมกับเข็มขัดนิรภัยปกติ
  • มีมาตรฐานความปลอดภัย จากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ กรณีเลือกใช้ที่นั่งนิรภัยมือสอง ควรสำรวจสภาพไม่มีรอยบุบหรือแตก สายรัดหรือเข็มขัดมีสภาพดี และอายุการใช้งานไม่ควรเกิน 6 ปี
  • อ่านคำแนะนำการใช้การติดตั้งอย่างละเอียด และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
  • สำหรับรถเก๋ง ควรติดตั้งที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กที่เบาะหลัง ไม่ควรติดตั้งที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กที่เบาะด้านหน้าข้างคนขับ เนื่องจากเมื่อเกิดอุบัติเหตุเด็กอาจโดนกระแทกจากถุงลมนิรภัยได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ส่วนรูปแบบคาร์ซีท (Car Seat) ตามช่วงอายุจะต้องเลือกแบบไหน และการติดตั้งคาร์ซีท (Car Seat) และ บูทส์เตอร์ ซีท (Booster Seat) ควรติดตั้งตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์และไม่ควรติดตั้งที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กที่เบาะด้านหน้าข้างคนขับ

เด็กแรกเกิด – 1 ปี
– ควรใช้คาร์ซีทสำหรับทารกที่เป็นที่นั่งแบบปรับให้หันหน้าไปด้านหลังรถ (Rear-facing Car Seat)

เด็กอายุ 1 – 3 ปี
– ควรใช้คาร์ซีทสำหรับเด็กเล็กที่เป็นที่นั่งแบบปรับให้หันหน้าไปด้านหลังรถ (Rear-facing Car Seat)

เด็กอายุ 2 – 6 ปี
– ควรใช้คาร์ซีทเป็นที่นั่งแบบหันหน้ามาด้านหน้า (Forward-facing Car Seat)

เด็กอายุ 4 – 12 ปี
– ควรใช้ Booster Seat เป็นที่นั่งแบบหันหน้ามาด้านหน้า สำหรับเด็กโตใช้ร่วมกับเข็มขัดนิรภัยปกติ (ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและส่วนสูง)

เด็กอายุมากกว่า 12 ปี
– ควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง ทุกตำแหน่งที่นั่งโดยสาร

องค์การอนามัยโลกสนับสนุนการใช้ที่นั่งนิรภัยในรถยนต์สำหรับเด็ก เนื่องจากสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้ถึงร้อยละ 70 และในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปี 2560 มีมติเห็นชอบ 12 เป้าหมายโลก สำหรับการดำเนินงานด้านความปลอดภัยทางถนน โดยในเป้าหมายที่ 8 กำหนดให้มีการเพิ่มสัดส่วนการใช้เข็มขัดนิรภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารยานยนต์หรือใช้อุปกรณ์รัดตึงนิรภัยสำหรับเด็กที่ได้มาตรฐานให้ใกล้เคียงร้อยละ 100

เรื่องของ “คาร์ซีท” นั้น แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่มือใหม่จะให้ความใส่ใจ แต่ก็ยังมีอีกหลายครอบครัวที่ไม่ได้ซื้อคาร์ซีทมาติดตั้งบนรถ ซึ่งเหตุผลอาจจะเป็นเรื่องของราคาที่สูงโดยเริ่มต้นตั้งแต่หลักพัน ถึงหลักหลายหมื่นบาท และอาจเพราะความเคยชินในการอุ้มเด็กนั่งตัก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา บังคับให้เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องนั่งคาร์ซีท (Car Seat) ซึ่งหากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับ 2,000 บาท ทำให้มีการพูดถึงและให้ความสำคัญเรื่องนี้กันมากขึ้น หลาย ๆ ครอบครัวที่ยังไม่มีคาร์ซีทสามารถเลือกได้ตามกำลังซื้อและความต้องการที่เหมาะสมสำหรับตนเองและครอบครัว

อ้างอิง: กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค (ข้อมูล ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2565)