fbpx

เช็คให้ชัวร์ ! คุณเป็นภูมิแพ้ประเภทไหน…รับมืออย่างตรงจุด

หน้าฝนกับอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย หลายคนอาจมีอาการ จาม คัน/คัดจมูก อาจมีน้ำมูกไหล และคิดว่าเป็นแค่ “ภูมิแพ้” แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของโรคนี้ และตระหนักถึงความสำคัญของการหาสาเหตุ เพื่อนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้อง

โรคภูมิแพ้คืออะไร ?

โรคภูมิแพ้สามารถพบได้ทุกเพศ และเกือบจะทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก วัยรุ่น และวัยทำงาน ข้อมูลปัจจุบันพบว่าประชากรไทยจำนวนมากถึง 1 ใน 3 ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ และอัตราการเกิดโรคภูมิแพ้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ  ด้วยวิถีชีวิตแบบคนเมือง ไม่ว่าจะเป็นภาวะเครียด การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ การเผชิญกับมลภาวะทั้งในและนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นควันบุหรี่ ควันธูป ควันจากท่อไอเสียรถยนต์หรือโรงงานอุตสาหกรรม ที่ก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ PM 2.5 ล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริมและกระตุ้นการเกิดโรคภูมิแพ้ อีกทั้งยังเป็นปัจจัยกระตุ้นที่ส่งผลให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ที่เป็นอยู่รุนแรงมากขึ้น จนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนโดยเฉพาะคนเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นพ.นราพงษ์ โยธินนรธรรม อายุรแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ  ในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ (PRINCIPAL HEALTHCARE) อธิบายโรคภูมิแพ้ว่า เป็นโรคที่เกิดจากร่างกายสร้างปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ตอบสนองต่อร่างกายของสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งสารนี้พบได้บ่อยได้แก่สารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอากาศ โดยปฏิกิริยาดังกล่าวไม่ได้เกิดในทุกคน แต่มีปัจจัยเรื่องของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้อง

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้มีอะไรบ้าง ?

  • ปัจจัยทางพันธุกรรม โดยพบว่า ถ้าไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว จะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณร้อยละ 12 ถ้าบิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้ จะทำให้มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30-50 ถ้าบิดาและมารดาเป็นโรคภูมิแพ้ทั้งคู่ จะทำให้โอกาสเป็นโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 60-80
  • ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมาก เนื่องจากสารก่อให้เกิดภูมิแพ้อยู่ในอากาศรอบตัวเรา ขึ้นอยู่กับว่าร่างกายมีปฏิกิริยากับสิ่งไหน ได้แก่ ไรฝุ่น ขนสุนัขหรือขนแมว เชื้อรา แมลงสาบ  ละอองเกสรหญ้าและวัชพืชต่าง ๆ  เช่น หญ้าแพรก หญ้าพง ผักโขม เป็นต้น

โรคภูมิแพ้แบ่งออกได้เป็นกี่ประเภท ?

โรคภูมิแพ้จำแนกตามระบบเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่

  1. โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจส่วนบน หรือโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบ (Allergic rhinitis) โดยอาการที่พบได้แก่ น้ำมูกใส คัดจมูก คันจมูก และจามต่อเนื่องติดต่อกันหลายครั้ง
  2. โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจส่วนล่าง หรือโรคหืด (Asthma) อาการที่พบได้แก่ ไอ หายใจหอบเหนื่อย หายใจมีเสียงวี้ด แน่นหน้าอก ซึ่งผู้ป่วยมักมีอาการมากในตอนเช้ามืดหรือก่อนนอน หรือช่วงที่อากาศเย็นหรือชื้น
  3. โรคภูมิแพ้ตาอักเสบ (Allergic conjunctivitis) อาการที่พบได้แก่ ตาแดง เคืองหรือคันตา น้ำตาไหล
  4. โรคภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) จะมีภาวะผิวแห้งคัน ผื่นผิวหนังอักเสบเป็น ๆ หาย ๆ

ทั้งนี้ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีอาการแสดงที่แตกต่างกัน โดยบางรายอาจมีอาการแสดงน้อยมากจนคุ้นชินและไม่ได้คิดว่าตนจะเป็นโรคภูมิแพ้ หรือในบางรายมีอาการแสดงแค่ครั้งคราว ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญ และไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม จนนำไปสู่อาการที่รุนแรงตามมา ซึ่งอาจส่งกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาวได้

โรคภูมิแพ้ สามารถตรวจวินิจฉัยได้อย่างไร ?

นพ.นราพงษ์ ยังกล่าวถึงการตรวจวินิจฉัยและหาสาเหตุของโรคภูมิแพ้อีกว่า เมื่อผู้ป่วยเข้าข่ายสงสัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้ แพทย์จะมีแนวทางการตรวจยืนยันการวินิจฉัยด้วย 2 วิธีหลัก ได้แก่

  • การทดสอบทางผิวหนัง (Skin test) การทดสอบภูมิแพ้ด้วยวิธีสะกิดบริเวณผิวหนังที่แขน (Skin prick test) โดยการใช้น้ำยาที่สกัดจากสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอากาศ
  • วิธีการเจาะเลือด (Blood test) การเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ที่สงสัย (Specific IgE)

สามารถรักษาโรคภูมิแพ้ได้อย่างไร ?

เมื่อทราบสาเหตุของการเป็นโรคภูมิแพ้แล้ว ผู้ป่วยควรรับการรักษาและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่

  1. การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ (allergen avoidance) เป็นการรักษาที่ต้นเหตุ ตรงจุด และสามารถป้องกันการกำเริบของโรคได้
  2. การรักษาด้วยยา (medications) ยาที่ใช้ขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของโรคภูมิแพ้
    1. โรคภูมิแพ้จมูกอักเสบ (Allergic rhinitis): ยาพ่นจมูก ยาแก้แพ้ และการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
    2.  โรคหืด (Asthma): ยาพ่นกลุ่มสเตียรอยด์ร่วมกับยาพ่นขยายหลอดลม
    3.  โรคภูมิแพ้ตาอักเสบ (Allergic conjunctivitis): ยาหยอดตา และยาแก้แพ้
    4.  โรคภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis): การดูแลผิวหนังอย่างถูกวิธี เช่น การทาครีมชุ่มชื้นที่มีโอกาสเกิดการแพ้น้อย (hypoallergenic) อย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการใช้ยาทาลดการอักเสบที่เหมาะสม
  3. การรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ (Allergen Immunotherapy) โดยข้อบ่งชี้คือผู้ป่วยมีภาวะภูมิแพ้รุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามาตรฐาน ซึ่งมี 2 วิธีหลัก ได้แก่ การฉีดใต้ผิวหนัง (Subcutaneous immunotherapy) และการอมยาใต้ลิ้น (Sublingual immunotherapy)
  4. การรักษาภาวะแทรกซ้อน (complications) เช่น โรคไซนัสอักเสบ ภาวะหลอดลมตีบถาวร ภาวะติดเชื้อแทรกซ้อนทางผิวหนัง เป็นต้น

นอกจากนี้การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงภาวะเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ ล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริมให้โรคภูมิแพ้ดีขึ้นได้เช่นเดียวกัน

จะเห็นได้ว่า โรคภูมิแพ้เป็นโรคประจำตัวของใครหลาย ๆ คนและยังสามารถเป็นได้ทุกเพศทุกวัย หากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ตรงจุด และได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขสำหรับผู้ที่สนใจหรือมีความสงสัยว่าจะเป็นโรคภูมิแพ้ คลินิกอายุรกรรม โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ เปิดให้บริการคำปรึกษาทางการแพทย์ การตรวจวินิจฉัยและหาสาเหตุและการรักษาด้านโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก ในวันอังคาร – วันเสาร์ เวลา 08:00 – 17:00 น. หากมีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02 080 5953 และเว็บไซต์ princsuvarnabhumi หรือที่ [email protected]: @psuv